external-popup-close

คุณกำลังออกจากเว็บไซต์ ทีทีบี
เพื่อเข้าสู่

https://www.ttbbank.com/

ตกลง

ปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร ดีอย่างไร ปรับแล้วจะเสียประวัติไหม

#fintips #เคล็ดลับการเงิน #ปรับโครงสร้างหนี้ #สินเชื่อบุคคล #สินเชื่อส่วนบุคคลแคชทูโก #บัตรกดเงินสด #บัตรกดเงิน
9 ก.ย. 2569

การบริหารจัดการหนี้สิน กลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นในชีวิตของเรา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีหนี้หลายประเภท การปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็นทางเลือกที่หลายคนจำเป็นต้องพิจารณาถึง แต่คำถามที่ตามมา คือการปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร? ช่วยให้สถานะทางการเงินดีขึ้นได้อย่างไร? และที่สำคัญการปรับโครงสร้างหนี้จะส่งผลต่อประวัติการเงินของคุณหรือไม่?

วันนี้ fin tips by ttb จะพาคุณไปทำความรู้จักกับการปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร มีข้อดีอย่างไรบ้าง การปรับโครงสร้างหนี้ เสียประวัติไหม รวมถึงสัญญาณเตือน และขั้นตอนในการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ว่ามีอะไรบ้าง ในบทความนี้มีคำตอบมาให้


การปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร

การปรับโครงสร้างหนี้ คือการเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระหนี้ เพื่อให้คุณยังสามารถชำระหนี้ได้ตรงตามนัด หรือไม่ผิดนัดชำระ เพราะการผิดนัดชำระหนี้อาจทำให้ลูกหนี้ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่อาจจะสูงขึ้นระหว่างเวลาผิดนัดชำระหนี้ หรือเบี้ยปรับจากการชำระหนี้ล่าช้า รวมทั้งค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ และยังส่งผลต่อประวัติเครดิต เช่น ประวัติการค้างจ่ายในข้อมูลเครดิตบูโร อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เสียประวัติ การรวมหนี้และปรับโครงสร้างใหม่ โดยการลดค่างวดโดยการขยายเวลาจ่ายหนี้ หรือเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายหนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยคุณลดภาระหนี้ลงได้นั่นเอง

การปรับโครงสร้างหนี้


เมื่อไหร่ที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้

หลายคนคงจะมีคำถามว่า การปรับโครงสร้างหนี้ควรทำเมื่อไหร่ แนะนำว่าให้เริ่มสังเกตตนเองว่า ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงหรือไม่ เช่น ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตรงตามเวลาหรือเริ่มรู้สึกว่ายอดหนี้เท่านี้ เริ่มจะรับมือไม่ไหวแล้ว จนกระทบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ควรรีบติดต่อสถาบันการเงินหรือธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งนี้ สามารถพิจารณาได้จากเงื่อนไขดังต่อไปนี้

รายได้ลดลง

เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้รายได้ของคุณลดลง เช่น ตกงาน ปัญหาสุขภาพหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจ อย่างภาวะเงินเฟ้อ ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้รายได้ของคุณลดลง การปรับโครงสร้างหนี้ก็จะช่วยให้การชำระหนี้ของคุณสอดคล้องกับสถานะทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป หากรายได้ลดลง และเริ่มรับภาระหนี้ที่จ่ายเป็นประจำทุกเดือนไม่ไหวแล้ว นั่นคือ อีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่าควรจะต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา

หากคุณพบว่า ไม่สามารถชำระเงินรายเดือนได้ตามกำหนดเวลา หรือแม้แต่ไม่สามารถจะชำระหนี้ตามยอดขั้นต่ำได้ ก็อาจตามมาด้วยปัญหาหนี้เริ่มสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้มีแนวโน้มสูงเกินความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้ ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่การหนีหนี้ ไม่ชำระหนี้ เพราะฉะนั้น การปรับโครงสร้างหนี้อาจเป็นอีกวิธีที่จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและจัดการหนี้สินได้ในระยะยาวนั่นเอง


สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนขอปรับโครงสร้างหนี้ มีอะไรบ้าง

พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าเงื่อนไขใหม่จะช่วยลดภาระทางการเงินได้จริง ไม่สร้างปัญหาซ้ำในอนาคต และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองในระยะยาว โดยสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนขอปรับโครงสร้างหนี้ มีดังต่อไปนี้

  • ความสามารถในการชำระหนี้ต่อเดือน ประเมินรายรับ–รายจ่ายของตัวเองให้ชัดเจน ว่าสามารถผ่อนชำระได้จริงในระยะยาวหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาเป็นหนี้ซ้ำ
  • ยอดหนี้รวมและประเภทหนี้ ตรวจสอบว่ามีหนี้กี่บัญชี เป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลหรือหนี้บ้าน เพื่อเลือกแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม
  • เงื่อนไขใหม่หลังปรับโครงสร้างหนี้ พิจารณาอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระและค่างวดใหม่ ว่าส่งผลให้ภาระโดยรวมลดลงจริงหรือไม่
  • ผลกระทบต่อประวัติเครดิต การปรับโครงสร้างหนี้อาจมีผลต่อเครดิตบูโรในช่วงหนึ่ง ควรทำความเข้าใจผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวให้รอบด้าน
  • วินัยทางการเงิน ต้องมีแผนควบคุมการใช้จ่าย และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เพิ่ม เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้ได้ผลอย่างยั่งยืน


ปรับโครงสร้างหนี้ต่างจากการพักชำระหนี้อย่างไร

ก่อนตัดสินใจจัดการหนี้ ควรเข้าใจให้ชัดว่าการปรับโครงสร้างหนี้ และการพักชำระหนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร แม้ทั้งสองวิธีจะช่วยลดภาระเมื่อเริ่มผ่อนไม่ไหวหรือรายได้สะดุด แต่ส่งผลต่อการเงินระยะยาวต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

ประเด็นเปรียบเทียบ ปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้
ความหมาย การเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อปรับเงื่อนไขหนี้ใหม่ ให้สอดคล้องกับความสามารถในการผ่อนชำระ การหยุดหรือเลื่อนการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาที่กำหนด
วัตถุประสงค์ แก้ปัญหาหนี้ในระยะยาว ทำให้ผ่อนได้จริงและไม่กลับมาเป็นหนี้เสียซ้ำ ช่วยบรรเทาภาระการเงินเฉพาะหน้า เมื่อรายได้สะดุดหรือมีเหตุฉุกเฉิน
ระยะเวลา มีผลต่อเนื่องยาวจนกว่าจะชำระหนี้หมด ชั่วคราว เช่น 3 – 6 เดือน หรือแล้วแต่เงื่อนไข
การผ่อนชำระ ค่างวดใหม่มักลดลง ผ่อนนานขึ้น หรือดอกเบี้ยต่ำลง ส่วนใหญ่ไม่ต้องจ่ายเงินต้น แต่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่
ดอกเบี้ย อาจถูกปรับลดหรือคำนวณใหม่ตามข้อตกลง ดอกเบี้ยยังคงเดินต่อในช่วงที่พักหนี้
เหมาะกับใคร คนที่เริ่มผ่อนไม่ไหว มีหนี้หลายก้อน หรือมีแนวโน้มผิดนัดชำระ คนที่มีปัญหาการเงินชั่วคราว แต่คาดว่ารายได้จะกลับมาปกติในไม่ช้า
ผลต่อการเงินระยะยาว ช่วยจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงเป็นหนี้เสีย เป็นการยืดเวลา ยังไม่ได้แก้ปัญหาหนี้จริง
โอกาสกลับมาเป็นหนี้เสีย ต่ำกว่า หากวางแผนผ่อนอย่างเหมาะสม สูง หากหมดช่วงพักหนี้แล้วรายได้ยังไม่พอ


ข้อดีของการปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างหนี้เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มมีภาระหนี้เกินกำลัง เพราะช่วยจัดระเบียบหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระจริง ลดแรงกดดันทางการเงิน และเปิดโอกาสให้กลับมาควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น โดยมีข้อดีที่ควรรู้ดังนี้

  • ช่วยลดภาระค่างวดรายเดือน ช่วยกระจายยอดหนี้ออกเป็นงวดที่เหมาะสมมากขึ้น ทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลง และไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน
  • ปรับเงื่อนไขการผ่อนให้สอดคล้องกับรายได้ปัจจุบัน สถาบันการเงินจะพิจารณาปรับระยะเวลาผ่อนหรือรูปแบบการชำระใหม่ เพื่อให้เหมาะกับรายได้และความสามารถในการจ่ายจริงของผู้กู้ในปัจจุบัน
  • ลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ และกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ (NPL) เมื่อภาระหนี้อยู่ในระดับที่จัดการได้ จะช่วยลดโอกาสการผิดนัดชำระ และป้องกันไม่ให้สถานะหนี้กลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้
  • ช่วยลดดอกเบี้ย ค่าปรับหรือดอกเบี้ยผิดนัดบางส่วน ในบางกรณี สถาบันการเงินอาจผ่อนปรนเงื่อนไข เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยหรือยกเว้นค่าปรับ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง
  • รักษาประวัติเครดิต การปรับโครงสร้างหนี้ดีกว่าการปล่อยให้ค้างชำระ เพราะช่วยจำกัดผลกระทบต่อเครดิตบูโร และรักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินในระยะยาว
  • เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อภาระหนี้เบาลง จะมีเงินหมุนมากขึ้น สามารถวางแผนการเงินในด้านอื่น ๆ เช่น เงินออม หรือเป้าหมายในอนาคตได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น


ปรับโครงสร้างหนี้ เสียประวัติไหม

การปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ถือว่าเป็นการเสียประวัติทางการเงินในทันที แต่จะมีผลต่อการบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลของข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร โดยสถานะของคุณจะถูกบันทึกว่ามีการปรับโครงสร้างหนี้ อาจส่งผลให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่คุณยื่นกู้ พิจารณาและอนุมัติสินเชื่อด้วยความระมัดระวังหรือยากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคุณเคยมีปัญหาด้านการชำระหนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้มองว่าการปรับโครงสร้างหนี้จะมีข้อเสียเสมอไป อย่างน้อยการปรับโครงสร้างก็ดีกว่าการผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือปล่อยให้หนี้ที่เป็นอยู่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) อันเนื่องมาจากการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้ประวัติการเงินเสียหายและส่งผลต่อเครดิตบูโรในระยะยาว ดังนั้น หากคุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด แนะนำให้ติดต่อธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ก็เป็นทางออกที่ช่วยรักษาสถานะทางการเงินได้


ขั้นตอนการปรับโครงสร้างหนี้ มีวิธีการอย่างไรบ้าง

การเลือกวิธีปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะสามารถทำได้ ดังนี้

1. ขอขยายเวลาชำระหนี้

จะทำให้จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนลดลง ช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้นในการจัดการเงินให้ดีขึ้น มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น แต่ก็อย่าลืมว่าการขยายเวลาชำระหนี้ไป ก็จะทำให้สัญญาระยะเวลาผ่อนชำระขยายออกไป พร้อม ๆ กับภาระดอกเบี้ยที่อาจจะมีเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ควรศึกษาและสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจน

2. พักชำระเงินต้น

กรณีที่คุณไม่มีเงินชำระหนี้ หรืออาจมีปัญหาด้านรายรับที่น้อยลงจนทำให้เงินไม่พอจ่ายหนี้ การขอพักชำระเงินต้น เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้คุณมีเวลาหรือโอกาสในการฟื้นฟูสภาพคล่องทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น โดยทั่วไปจะมีการพักชำระเงินต้น หรือพักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน

เมื่อครบกำหนดพักชำระแล้ว ก็จำเป็นต้องจ่ายคืนทั้งต้นและดอก โดยช่วงระยะเวลาที่พักชำระหนี้ เราอย่าลืมว่าดอกเบี้ยยังคงนับต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้น หากสถานะการเงินเริ่มดีขึ้นแล้ว ให้รีบกลับมาจ่ายตามปกติทันที ไม่เช่นนั้น มูลค่าหนี้จะถูกสะสมไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับระยะเวลาผ่อนที่ยืดยาวออกไปอีก ดังนั้น หากเลือกวิธีนี้ ควรมีการศึกษาหรือสอบถามเจ้าหน้าที่ให้ละเอียดก่อนทำการเลือกพักชำระเงินหนี้

3. ลดอัตราดอกเบี้ย

สถาบันการเงินอาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในช่วงเวลานั้น เพื่อให้ค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนลดลง และสอดคล้องกับรายได้ที่มีอยู่จริง โดยจะช่วยให้เงินที่ชำระในแต่ละงวดสามารถนำไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น ลดการสะสมของดอกเบี้ย และช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดการผิดนัดซ้ำ ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเพิ่มโอกาสในการจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ยกหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระ

เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ ดอกเบี้ยผิดนัดและค่าปรับจะถูกคิดเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดหนี้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเงินที่ชำระในแต่ละงวดไม่สามารถตัดเงินต้นได้อย่างเต็มที่ สถาบันการเงินจึงอาจพิจารณายกเลิกหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระบางส่วน เพื่อช่วยลดภาระหนี้ที่สะสมอยู่

เพราะฉะนั้นการผ่อนปรนในส่วนนี้จะช่วยให้เงินที่ลูกหนี้นำมาชำระถูกนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น ส่งผลให้ยอดหนี้ลดลงได้จริง และช่วยให้การชำระหนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเงื่อนไขการยกหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดจะขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินของลูกหนี้ ประวัติการชำระหนี้และการปฏิบัติตามแผนที่ตกลงร่วมกันกับสถาบันการเงิน

5. เปลี่ยนประเภทหนี้

อย่างเช่น การปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิตหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ บัตรที่ดอกเบี้ยสูง เปลี่ยนมาเป็นประเภทหนี้อีกแบบ ที่เป็นสินเชื่อเพื่อการรวมหนี้ หรือโอนยอดหนี้ โดยรวมหนี้หลายรายการให้เหลือการชำระเพียงที่เดียวดอกเบี้ยถูกลง ช่วยลดภาระค่างวดที่ต้องจ่ายต่อเดือนให้เบาลง ช่วยให้บริหารจัดการหนี้ได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงในการลืมหรือผิดนัดชำระหลายบัญชีพร้อมกัน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้สามารถจัดสรรเงินไปใช้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นหรือการออมได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนประเภทหนี้ควรพิจารณาเงื่อนไขของสัญญาใหม่อย่างรอบคอบ เช่น ระยะเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ยตลอดสัญญาและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ช่วยแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

7. แฮร์คัท (Hair cuts)

แฮร์คัท (Hair Cut) คือการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอลดภาระหนี้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการลดเงินต้น ดอกเบี้ยหรือค่าปรับ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้จริง โดยมักเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกหนี้มีเงินก้อนและต้องการปิดจบหนี้ หรืออยู่ในสถานะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขเดิม วิธีนี้จะช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น ลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในอนาคต และยุติความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระต่อเนื่อง

8. รีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล

โอนยอดหนี้จากสถาบันการเงินอื่นมารวมไว้ในบัญชีเดียว เพื่อให้เหลือการชำระเพียงที่เดียวในแต่ละเดือน โดยอาจเป็นการย้ายหนี้ไปยังสถาบันการเงินใหม่ที่เสนอเงื่อนไขเหมาะสมกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ค่างวดต่อเดือนที่ไม่สูงเกินไป หรือระยะเวลาผ่อนที่สอดคล้องกับรายได้ในปัจจุบัน โดยวิธีนี้จะช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารหนี้ ลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหลายบัญชี และทำให้สามารถมองภาพรวมของหนี้ทั้งหมดได้ชัดเจนมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ต้องการรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อจัดการภาระค่าใช้จ่ายให้คล่องตัวขึ้น บัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้การโอนยอดหนี้จากหลายที่มาไว้ในบัญชีเดียว ลดความยุ่งยากในการชำระหนี้หลายบัญชี อัตราดอกเบี้ยถูกลง เริ่มต้นที่ 15% ต่อปี ควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้น เพราะผ่อนชำระได้นานสูงสุด 99 เดือน* และช่วยวางแผนการเงินในระยะยาวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

*ตั้งแต่เดือนที่ 100 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 25% ต่อปี

ขอขยายเวลาชำระหนี้


สรุปบทความ

การปรับโครงสร้างหนี้เป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะช่วยให้คุณสามารถเคลียร์ปัญหาหนี้ได้รวดเร็วขึ้น ควรเริ่มสังเกตตนเองได้ว่า ปัจจุบันสถานะทางการเงินของตนเองเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังสามารถจ่ายหนี้ได้ตรงตามกำหนดอยู่ไหม อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถรับมือไหวแล้ว แนะนำให้ติดต่อสถาบันการเงินหรือธนาคาร เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ เพราะการทำแบบนี้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการผิดนัดหรือปล่อยให้ค้างชำระ เพราะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินในระยะยาว นอกจากนี้ ยังช่วยให้คุณกลับมาควบคุมการเงินได้อีกครั้ง และวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

หากสนใจสมัครบัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช หรือรับคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ดังนี้ เว็บไซต์ ttb แอป ttb touch หรือ ttb ทุกสาขาทั่วประเทศ

บัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
บัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช อัตราดอกเบี้ย 15 - 25% ต่อปี
*เงื่อนไขการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ttbbank.com


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ปรับโครงสร้างหนี้กระทบเครดิตบูโรไหม?

มีผลต่อเครดิตบูโร ในแง่ที่สถาบันการเงินจะบันทึกข้อมูลว่ามีการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเสียเครดิตทันที เพราะการปรับโครงสร้างช่วยให้สามารถชำระหนี้ได้ตามแผนใหม่ การบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแสดงความสามารถในการจัดการหนี้ในอนาคต

ปรับโครงสร้างหนี้ ต้องมีคนค้ำไหม?

ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงิน ในบางกรณี หากหนี้มีมูลค่าสูง หรือผู้ขอมีประวัติเครดิตบางอย่าง อาจมีการขอให้มีผู้ค้ำเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการอนุมัติ

ขอปรับโครงสร้างหนี้ ใช้เวลานานไหมกว่าจะอนุมัติ?

กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มักใช้เวลา 3 – 5 วันทำการ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของหนี้และเอกสารที่ผู้ขอจัดเตรียมให้ครบถ้วน การเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่แรกจะช่วยให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น

ถ้าอยู่ระหว่างถูกฟ้องคดี สามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ไหม?

สามารถทำได้ แม้จะอยู่ระหว่างถูกฟ้องคดี แต่จะต้องแจ้งสถานะให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินทราบ และอาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น เอกสารฟ้องร้องหรือคำสั่งศาล เพื่อพิจารณาว่าสามารถจัดแผนการชำระหนี้ได้หรือไม่

ขอบคุณข้อมูลจาก
  • https://www.bot.or.th/th/satang-story/managing-debt/debt-restructuring.html
  • https://www.bot.or.th/th/satang-story/managing-debt/debt-restructuring.html
  • https://www.set.or.th/th/education-research/education/happymoney/knowledge/article/85-tsi-hair-cut-technic-to-get-rid-of-debt

บทความโดย :fintips by ttb